วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ประเด็นความสัมพันธ์ ไทย ญี่ปุ่น และการเลือกข้างอย่างฉลาด ช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง


ขยายความ ประเด็นความสัมพันธ์ ไทย ญี่ปุ่น ใน ช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง

จะว่าไปแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพไทยแทบจะเป็นประเทศเดียว ที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาแล้วไป ไม่ปลดอาวุธ   และไม่แทรกแทรงเรื่องการศึกษาให้เป็นแบบญี่ปุ่น คือตั้งโรงเรียนญี่ปุ่น สอนเด็กๆชาวท้องถิ่นแต่ล่ะที่ให้เป็นแบบญี่ปุ่น และไม่บรรจุไทยเป็น หนึ่งในจังหวัดของญี่ปุ่น และที่สำคัญไม่กระทำสิ่งที่โหดร้าย  เช่นฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่นานกิง ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ที่ไม่รู้คือ ดินแดนมลายู คือมาเลเซีย ปัจจุบัน และ สิงคโปร์ ต่างถูก ญี่ปุ่นฆ่าล้างเผ่าพันธ์อย่างโหดเหี้ยมเช่นกัน มลายูผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่ากว่า 1 แสนคน ที่สิงคโปร์ กว่า 5หมื่น คน ทุกคนเมือเห็นทหารญี่ปุ่น แม้จะมียศเพียงพลทหารก็จะต้อง ทำความเคารพด้วยวิธี คำนับ ทุกครั้งที่เจอ ถ้าไม่ทำจะโดนทำร้ายหรือฆ่าทันที ซ้ำยังมอบดินแดน เปรัค ของมลายู ที่ไทยเคยเสียไป คืนให้ไทยด้วยสะอย่างงั้น และทางตอนเหนือก็ได้ร่วมกับกองทัพไทย ที่ไม่ได้โดนปลดอาวุธแต่อย่างใด แบ่งหน้าที่กันโจมตี กองทัพญี่ปุ่นจะเข้าโจมตี พม่า ส่วนไทยจะบุกตอนเหนือ เข้าเชียงตุง   ที่เป็นสหรัฐไทยเดิม    หลังจากกองทัพไทย ทำสำเร็จ ญี่ปุ่นก็ไม่ได้จะเอาดินแดนที่ไทยยึดได้เป็นของตัวเอง และดินแดนที่ยึดคืนได้ ก็เป็นของประเทศไทย นานกว่า3ปีเต็ม จนสิ้นสุดสงคราม ฝ่ายอักษะพ่ายแพ้ จึงคืนพื้นที่ที่ยึดไว้ได้คืน


ด้วยไทยเข้าร่วมจึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นเหนือแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเริ่มสร้างทางรถไฟสายมรณะในเดือนกันยายน พ.ศ. 2485 ทั้งคนงานและเชลยศึกจำนวนมากถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟยาว 415 กิโลเมตร ต้องโหมทำงานตลอดวันตลอดคืน คนงานและเชลยศึกเหล่านั้นมีทั้งพม่า ชวา มลายู อังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ กว่าครึ่งเป็นชาวมลายู ทั้งหมดต้องประสบความทุกข์ทรมาน เจ็บปวดล้มตายเป็นจำนวนมากวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 กองทัพญี่ปุ่นจึงได้ทำพิธีเปิดทางรถไฟสายนี้อย่างเป็นทางการ


เมือเทียบกับกับสูญเสียของเพื่อนบ้าน ถือว่าไทยสูญเสียน้อยมาก  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่พม่า ตายกว่ากว่า 250,000 คน  ที่อินโดนีเซียก้หนัก ตายกว่า 3,000,000 คน  

ส่วนประเทศไทย สูญเสียระหว่างสงคราม คือ ทหาร 5,600 นาย ประชาชน 2,000 คน รวม 7,600 กว่าคน
https://en.wikipedia.org/wiki/World_War_II_casualties#Total_deaths


ผมคิดว่าผู้นำไทย เลือกข้างได้ฉลาดมาก ในช่วงเวลาคับขัน  ตอนแรกจะเข้าข้างอังกฤษหรอ ดีแท้บอกให้เราสู้ไปก่อน แต่ไม่ส่งอะไรมาช่วย  ผมมั่นใจว่าไทยสู้ญี่ปุ่นไม่ได้แน่ในตอนนั้น แต่ญี่ปุ่นคงเคี้ยวไทยได้ยากกว่าใครเพื่อน  อาจจะไม่ได้รับชัยชนะ อย่างรวดเร็ว แต่อาจจะต้องมาสูญเสียทหารเพื่อสู้กับไทย แล้ว ฝ่ายอังกฤษในพม่าตั้งตัวได้ คงจะไม่ดีแน่นอน  กองทัพไทยตอนนั้นพึ่งจะรบกับฝรั่งเศสมา ไม่นาน ทัพอากาศ ทัพเรือ ทัพบก  ก็ไม่ได้อ่อนแอ ซ้ำยังคุ้นเคยกับพื้นที่ ญี่ปุ่นสู้เชิญเป็นพวกด้วยจะดีกว่า  ส่วนไทยก็คงคิดว่าสู้กับญี่ปุ่นคงเสียหายหนักแน่ จึงได้รับข้อเสนอไว้ในตอนแรกให้เป็นทางผ่าน เท่านั้น   แต่หลังจากนั้นไม่รู้ว่าโดนบังคับ หรือเปรี้ยว ดันไปประกาศสงครามกับสัมพันธ์มิตรสะอย่างงั้น

กติกาสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม 
พ.ศ.๒๔๘๔ ได้มีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงในกิจที่เกี่ยวกับการยุทธร่วมกัน ระหว่างญี่ปุ่น
กับไทย เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ ระหว่าง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหาร
สูงสุด กับ พลโท อีดะ แม่ทัพกองทัพที่ ๑๕ ญี่ปุ่นในฐานะผู้บัญชาการทหารบกญี่ปุ่นในประเทศไทย 
พลเรือตรี ซาคอง ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือญี่ปุ่น ในฐานะผู้แทนจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น และอีก ๑๐ วัน 
ต่อมา ได้มีการลงนามเพิ่มเติมในรายละเอียดของข้อตกลงที่เกี่ยวกับการยุทธร่วมกัน ระหว่างญี่ปุ่น
กับไทยอีกฉบับหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๕ ในที่สุดประเทศไทยได้ประกาศสงคราม
กับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๕ นับว่าประเทศ
ไทยได้เข้าสู่สถานะสงครามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประเทศไทยได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทย (Free Thai Movement) ดำเนินช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร จึงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการแพ้สงคราม ซึ่งในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942)ไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา แต่ทูตไทยในสหรัฐอเมริกา ที่นำโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ไม่ยอมรับทราบในการกระทำของรัฐบาล จึงได้ร่วมมือกันตั้งเสรีไทยขึ้นติดต่อกับ นายปรีดี พนมยงค์ ในเมืองไทย เมื่อสงครามสงบในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยประกาศสงครามเป็นโมฆะ ซึ่งสหรัฐอเมริการับรอง ต่อมาไทยได้เจรจาเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 และกับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489

ถ้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผมให้สองประเทศที่อยู่ไกล้ๆและอยู่ระหว่างความความรุแรงของสงครามแล้ว นำประเทศให้ได้เปรียบมากที่สุดตามสถานะการณ์

ผมให้อันดับ 1 คือ สวิสแลนด์  ใช้อยู่ว่า สวิสแลนด์ พร้อมที่จะรบ จะแรกกับใครก็ได้ที่คิดจะก้าวข้ามเขตมา  แต่เรื่องแท้จริงแล้ว สวิสแลนด์ใช้เรื่องอื่นข่มขู่ ประเทศมหาอำนาจ ทั้งนาซีเยอรมัน ตอนนั้น ที่มีทรัพย์สินอยู่ใน สวิสแลนด์ จำนวนมาก  สวิสแลนด์จึงไม่ได้ยิงปืนแม้แต่นัดเดียว ทั้งที่เพื่อนบ้านต่างล้มตายกันเป็นล้าน

อันดับที่ 2  ผมให้ประเทศไทย เลย ทั้งที่ไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษกิจ อำนาจทางการทหารก็น้อยกว่า มหาอำนาจ ต่างๆ ที่คอยกดดันไทย   แต่ไทยกลับเลือกข้างได้ถูกต้องเวลาเสมอ แบบดวงดีหรือตั้งใจก็ไม่รู้ได้  จะหันไปทางไหนก็โดนปืนจ่ออยู่   คลั้นให้ไปรบก็เลือกจะบบด้านเหนือกับจีน ที่ไม่ต้องไปบวกกับอังกฤษให้เคืองใจกันมาก


ผมอาจจะวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในแง่มุมที่แตกต่าง และอาจไม่ถูกใจหลายคนนัก แต่ผมขอเป็นมุมมองอีกทางหนึ่งให้ ทุกคนได้ศึกษากันนะคับ  เรืออู




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น