แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโลกครั้งที่สอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโลกครั้งที่สอง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

bhanbhagta gurung นักรบกรุข่าสุดโหด เก็บทหารญี่ปุ่น

bhanbhagta gurung นักรบกรุข่าสุดโหด

ทหารกรุข่ามีชื่อเสียงว่าเป็นนักรบที่ดีที่สุดแนวหน้าของโลกเลยทีเดียว วรีกรรมของ gurung หนึ่งในนักรบรับจ้างกรุข่าของกองทัพอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง gurung สร้างผลงานมากมาย 

5มีนาคม 1943 ที่ประเทศพม่า ขณะที่หน่วยของ เขา ทำการสู้รบในป่าของพม่า เพื่อนในหน่วยของ เขา ถูกลอบยิงเสียชีวิตและบาดเจ็บ หลายนาย แต่ไม่สามารถตอบโต้คืนได้เพราะไม่รู้ตำแหน่งของวิถีกระสุน และกระสุนของ เขา เหลือไม่มากแล้ว เขาใจเย็นค่อยๆหาตำแหน่งของศัตรู จนพบและเก็บไปทีล่ะคนอย่างแม่นยำ
หลังจากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น เขา วิ่งออกไปยังบังเกอร์ลังปืนกลของ ทหารญี่ปุ่นเขา วิ่งฝ่าดงกระสุนจนถึงรังปืนกล และโยนระเบิดมือ2ลูกติดๆกัน ทหารญี่ปุ่น2นาย เสียชีวิตทันที เขายังไม่หยุดและวิ่งไปเคลียร์หลุมบังเกอร์ต่อไป ทหารญี่ปุ่น2นายในบังเกอร์ดังกล่าวเสียชีวิตด้วยดาบปลายปืนของเขา และบังเกอร์ต่อมา ทันใดนั้นเขาวิ่งไปเหยียบหลังคาบังเกอร์และใช้ระเบิดเพลิง โยนเข้าไปในบังเกอร์ ทหารญี่ปุ่น2นายที่อยู่ข้างในต่างถูกเผา และบังเกอร์อีกแห่งเขาใช้ก้อนหินเป็นอาวุธ พลปืนกลที่เหลือจนเสียชีวิต หลังสินสงครามเขาได้รับเหรียญมากมาย เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2008 อายุ86 ปี

ยอน ราเบอ นาซีใจบุญแห่งเมืองนานกิง

ยอน ราเบอ นาซีใจบุญแห่งเมืองนานกิง

ในขณะที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้ายึดเมืองนานกิงและได้กระทำการ"การข่มขืน" ผู้หญิงพลเรือนจำนวนกว่า 20,000 - 80,000คน (ไม่มีบันทึกที่แน่นอน) และสังหารหมู่ชาวจีนอย่างโหดร้ายทารุนเป็นจำนวนมากกว่า300.000ราย(ไม่มีใครกล้าคิดถึงตัวเลขที่แท้จริง) ภายในเวลาไม่ถึงเดือน อย่างบ้าคลั่ง

ยอน ราเบอ เป็นนักธุรกิจชาวเยอรมันและสมาชิกพรรคนาซีผู้เป็นที่รู้จักกันในความพยายามที่จะหยุดยั้งการสังหารหมู่ในเมืองนานกิงของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองนานกิง และการทำงานของเขาในการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนจีนในช่วงเหตุการณ์การสังหารหมู่นานกิง เขตปลอดภัยนานกิงที่เขาช่วยสร้างขึ้นนั้น ได้กลายมาเป็นที่พำนักและช่วยให้ชาวจีนประมาณ 200,000-250.000 คน รอดจากการสังหารหมู่

ขณะที่ราเบอและผู้บริหารเขตปลอดภัยนานกิงพยายามอย่างกระวนกระวายเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เขาได้ใช้สถานภาพสมาชิกพรรคนาซีเพื่อรับรอง แต่ก็ทำได้แค่เพียงชะลอเหตุการณ์ออกไปเท่านั้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนหลบหนีไปได้ สารคดี "นานกิง" ได้ยกย่องเขาว่าได้ช่วยชีวิตพลเรือนชาวจีนกว่า 250,000 คน และกล่าวกันว่าราเบอได้สละที่ดินของเขาเพื่อช่วยเหลือชาวจีนอีกด้วย

ในที่ 28 กุมภาพันธ์ ราเบอเดินทางออกจากนานกิงตามคำสั่งเพื่อรักษาสัมพันธภาพระหว่างเยอรมนีและญี่ปุ่นในเวลานั้น เขาได้เดินทางไปยังเซี่ยงไฮ้ก่อนจะกลับเยอรมนี โดยได้นำเอาหลักฐานบันทึกความรุนแรงที่กระทำโดยกองทัพญี่ปุ่นในนานกิงจำนวนมากกลับไปด้วย

ราเบอได้แสดงภาพเคลื่อนไหวและภาพถ่ายของความรุนแรงของญี่ปุ่นในการบรรยายนำเสนอในเบอร์ลิน และเขียนถึงฮิตเลอร์ให้เขาใช้อิทธิพลเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ญี่ปุ่นยุติความรุนแรงขาดมนุษยธรรมเพิ่มอีก ผลคือ ราเบอถูกจับกุมตัวและได้รับการสอบสวนโดยเกสตาโป จดหมายของเขาไม่เคยส่งถึงฮิตเลอร์ เขาได้รับการปล่อยตัว และได้รับอนุญาตให้เก็บหลักฐานของการสังหารหมู่ได้ ยกเว้นภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่อนุญาตให้บรรยายหรือเขียนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

หลังสงคราม ราเบอถูกประณามว่าเป็นสมาชิกพรรคนาซี และถูกจับกุมโดยทางการโซเวียต และทางการอังกฤษตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนไม่พบว่าเขาได้ประทำความผิดแต่อย่างใด จึงได้รับการปล่อยตัว โดยฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946 และได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับญาติ ครอบครัวของเขา ในช่วงนั้น ยอน ราเบอ มีความเป็นอยู่อย่างลำบากมากๆขาดเงินและอาหารจนต้องอดๆอยากๆ จนกระทั้งเขาได้รับอาหารและพัสดุเงินบางส่วนที่ส่งมาจากชาวจีนที่รู้สึกกตัญญูต่อวีรกรรมของเขา

ยอน ราเบอ เสียชีวิตในปี 1950 แต่ถึงกระนั้นวีรกรรมของเขายังอยู่ในความทรงจำของชาวจีนและชาวเมืองนานกิง จนถึงทุกวันนี้ ในปี1997 โลงศพของเขาถูกย้ายจากเบอร์ลินไปยังนานกิงที่ซึ่งถูกฝังไว้เป็นเกียรติในแหล่งอนุสรณ์สถานรำลึกถึงการสังหารหมู่

ภาพประกอบเป็นภาพอนุสรณ์สถานยอน ราเบอ ที่เมืองนานกิง
ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะครับ

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วีรกรรมของยุวชนทหารไทย จากเรื่องจริงของเด็กนักเรียนชั้น ม.ปลาย ที่อาสาสมัคร ไปตาย เพื่อชาติ

วีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของยุวชนทหาร คือ การร่วมมือกับทหารและตำรวจเพื่อต่อต้านการรุกรานจากกองทัพญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพาเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคมพ.ศ. ๒๔๘๒ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ วีรกรรมของยุวชนทหารที่โดดเด่นที่สุดในการรบครั้งนั้นคือ วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ จังหวัดชุมพร
หลวงจรูญประศาสน์ ข้าหลวงจังหวัดชุมพร ได้ติดต่อให้ ร้อยเอกถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหน่วยฝึกยุวชนทหาร ชุมพร นำกำลังยุวชนทหารและตำรวจออกไปขัดขวางทหารญี่ปุ่น ที่บริเวณสะพาน “ท่านางสังข์” ทหารประจำการไม่อยู่
การรบได้เป็นไปอย่างดุเดือดจนถึงขั้นสู้กันระยะประชิดตะลุมบอน กองกำลังผสมของไทยสามารถต่อต้านการเคลื่อนที่ของทหารญี่ปุ่นไว้ได้ จนถึงเวลา ๑๖.๐๐ น. จึงได้รับคำสั่งให้หยุดยิงจากทางรัฐบาลไทยให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านได้ ร้อยเอกถวิล นิยมเสน ได้เสียชีวิตในการสู้รบ พร้อมด้วยยุวชนทหารและตำรวจจำนวน ๕ นายบาดเจ็บ ๕ นาย ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวีตบาดเจ็บกว่า ๒oo นาย
ปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งที่อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร เชิงสะพานท่านางสังข์ จังหวัดชุมพรนั้น จะมีพิธีวางพวงมาลาและการสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหาร ในทุกวันที่ 8 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย
วีรกรรมของยุวชนทหารได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ยุวชนทหารเปิดเทอมไปรบ (แนะนำให้หาดูเลยครับ) ถูกอุปกรณ์ประกอบฉากจะไม่ตรงตามประวัติเท่าไหร่ แต่เนื้อเรื่องสุดยอดเป็หนังที่ดีมากๆคับ แปลกใจที่ไม่มีใครนำกลับมาสร้างใหม่


ตัวอย่างภาพยนตร์ ผมแค่ดูตัวอย่างยังน้ำตาซึม

เครดิต ภาพประกอบจาก ยุวชนทหารเปิดเทอมไปรบ
หากผิดพลาดขออภัย

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นายพล Dietrich von Choltitz นายพลเยอรมันผู้ที่ช่วยไม่ให้กรุงปารีสถูกทำลาย ในสงครามโลกครั้งที่2

กรุงปารีสยังสวยงามจนถึงทุกวันนี้ทั้งที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เมืองต่างๆ ตั้งพังพินาศ ช่วงต้นสงครามกรุงปารีส รอดจากการบุกทำลายของกองทัพ นาซีเยอรมันของ ฮิลเลอร์ผู้นำของเยอรมัน เพราะด้วยฝ่ายฝรั่งเศสปล่อยให้เมือง โดนยึดง่ายๆแบบไม่มีใครป้องกัน และฮิตเลอร์ยังชื่นชอบความสวยงามและงานศิลปะต่างที่อยู่ใน ฝรั่งเศสจึง เก็บเมืองแห่งนี้ไว้ให้สวยงาม

หลังจากที่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บุกยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี สถานนะการณ์สงครามก็เปลี่ยนไป กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ชับไล่กองทัพเยอรมัน ออกจากยุโรป เยอรมันกลับไม่ได้เอากรุงปารีสเป็นที่ตั้งรับ เพราะต้องถอดกำลังไปปกป้องอาณาจักรไรซ์ที่ 3
เมื่อสงครามมาถึงปารีส ฮิตเลอร์ ผู้ไม่ยอมเสียสิ่งใดให้ใคร ได้สั่ง ให้พระเองของงาน ท่านนายพล Dietrich von Choltitz ให้ระเบิดทำลาย กรุงปารีสของฝรั่งเศสให้ย่อยยับ พินาศไปเสีย อย่าให้มีอะไรหลงเหลือแก่ศัตรู แต่ทว่า ท่านนายพล Dietrich von Choltitz ได้ขัดคำสั่งของฮิตเลอร์และไม่ได้ทำลายกรุงปารีสแต่อย่างใด เนื่องจากสาเหตุได้ ก็เดากันไม่ถูก ว่ากันว่าเขาไม่อยากทำลายเมืองอันสวยงามนี้ หรือว่าไม่อยากเสียระเบิดแม้แต่ ตันเดียวในการทำลาย เมืองเมืองหนึ่งเท่านั้น
หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ท่านนายพล Dietrich von Choltitz ได้ใช้คำสั่งของฮิตเล่อร์ที่สั่งทำลายปารีส มาเป็นเครื่องต่อรองกับ ฝ่ายสัมพันธมิตรและลงนามในการรับสภาพแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านายพล Dietrich von Choltitz และเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา จึงรอดโทษประหารในศาลนูเรมเบอร์ค และถูกขังคุกอยู่2ปี ถูกปล่อยตัวในปี 1947
และได้ใช้ชีวิตอยู่มาจนถึงแก่กรรมในปี 1966
นาฬิกาทหารสวยๆ 390บาท สนใจคลิ๊กรูปหรือลิ๊งได้เลยคับ  https://goo.gl/DNifLi


วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

12 สุดยอดทหารมหาประลัย แห่งกองทัพเยอรมัน ทำลายล้างข้าศึกเป็นกองทัพ


12 สุดยอดขุนศึก มหาประลัย แห่งกองทัพเยอรมัน ช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง
ดูจากสถิติแล้วต่อไปนี้ อาจจะตกใจได้ ว่าคนเหล่านี้เป็นยอดมนุษย์หรืออย่างไร 

1.Matthaus Hetzenauer
สุดยอดพลแม่นปืนปลิดชีพทหารรัสเซียไป 345 ราย เขายังทำสถิติน่าทึ่งซึ่งมีทหารเยอรมันแค่ 3 คน ทำได้คือ ทั้งทำลายรถถังด้วยอาวุธขนาดเล็กในระยะประชิด และใช้ปืนไรเฟิลยิงเครื่องบินตกอีก 1 ลำ (อยู่ถึงอายุ 79 ปี)


2.Erich HartMann 
สุดยอดแห่งเสืออากาศเยอรมัน ผู้ทำสถิติยิงเครื่องบินข้าศึกสูดสุดถึง 353 ลำ (อยู่ถึงอายุ 71 ปี)

3.Michael Wittmann 
เสือรถถังของเยอรมัน ผู้ทำสถิติในการทำลายรถถังของข้าศึกได้สูงถึง 138 คัน รถติดปืนใหญ่และปืนใหญ่อีก 132 กระบอก (เสียชีวิตในสงคราม)

4.Kurt Knispel 
เสือรถถังของเยอรมันอีกคน ทำสถิติในการทำลายรถถังของข้าศึกได้ 168 คันที่ได้รับการยืนยัน อาจะมีถึง 195 ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน (เสียชีวิตในสงคราม)

5.Otto Carius
สุดเสือรถถังสถิติยิงสูงสุดของกองทัพเยอรมัน ทำสถิติใในการทำลายรถถังข้าศึก ราว 200 คัน (อยู่ถึงอายุ 92 ปี)

6.Otto Kretschmer 
สุดยอดกัปตันเรือดำน้ำของเยอรมันจมเรือได้ 56 ลำ คิดเป็นระวางขับน้ำรวม 313,611 ตัน (อยู่ถึงอายุ 86 ปี)

7.Reinhard Suhren 
สุดยอดกัปตันเรือดำน้ำของเยอรมันอีกคน จมเรือไป 18 ลำ คิดเป็นระวางขับน้ำรวม 200,000 ตัน (อยู่ถึงอายุ 68 ปี)

8.Hans-Ulrich Rudel (เป็นนักบินทิ้งระเบิด) 
คนนี้เรียกกว่าครบเครื่อง ที่สุดทำลายมาแล้วทุกอย่าง ทำลายเครื่องบิน 9 ลำ รถถัง 519คัน ยานยนต์อื่นๆกว่า700คัน ปืนใหญ่และปืนต่อสู้อากาศยาน 150กระบอก เรือประจัญบาน1 ลำ เรือพิฆาต1ลำ ลาดตระเวณ1ลำ เรือยกพลขึ้นบก 70ลำ หลังสงครามยังเป็นคนช่วยพัฒนาเครื่องบินกองทัพอเมริกา นั่นก็คือ เครื่อง A-10 นั่นเอง (อยู่ถึงอายุ 66 ปี)

9.Josef Allerberger 
พลแม่นปืนทำสถิติปลิดชีพ ข้าศึกไป 257 ราย (อยู่ถึงอายุ 85 ปี)

10.Bruno Sutkus
พลแม่นปืนปลิดชีพ ข้าศึกไป 209 ราย อยู่ถึงอายุ 79 ปี

11.Friedrich Pein 
พลแม่นปืนทำสถิติปลิดชีพ ข้าศึกไป 200 ราย (อยู่ถึงอายุ 59 ปี)


12.Johannes Bölter
เสือรถถัง ทำสถิติในการทำลายรถถังของข้าศึก144 คัน (อยู่ถึงอายุ 72 ปี)


รวมสถิติทั้งหมด

ทำลายเครื่องบินรวม 363 ลำ รถถัง 1196 คัน เรือสินค้าและเรือรบอื่นๆประมาณ 74 ลำ คิดเป็นระวางขับน้ำรวม 513611 ตัน ยานยนตร์อื่นๆ 700 คัน ปืนใหญ่และต่อต้านอากาศยานรวม 282 กระบอก เรือประจัญบาน1 ลำ เรือพิฆาต1ลำ ลาดตระเวณ1ลำ เรือยกพลขึ้นบก 70ลำ สังหารทหารรวม 1011 นาย (ไม่รวมทหารประจำการในเรือต่างๆรถถังต่างๆเครื่องบินต่างๆ อีกมากมาย)

จาก12 นาย  มี  2 เสียชีวิตในสงคราม ซึ่งเป็นเสียรถถัง ตายตอนท้ายสงครามเพราะต้องป้องกันและโดนรุมจากรถถังฝ่ายตรงข้ามจำนวนมาก  แถมอีก10 นายที่รอดจากสงครามก็อายุยืนกันทั้งนั้น

ทหาร 12 นาย ที่นำโดย ท่านอดอล์ฟฮิตเลอร์  ต่างเป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่2

เรียบเรียงโดย  เรืออู  blog http://topichistoryn.blogspot.com/
หากชอบบทความ ประวัติศาสตร์ ใน blog ให้ลองเซฟลิ๊ง blog ในคอมไว้นะคับเพราะ พิมหาblogขึ้นยากมาก ถ้าไม่เฉพาะเจาะจงเรื่องราว

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สุดยอด ยุทธเวหา ครั้งใหญ่เหนือแผ่นดินยุโรปในสมรภูมิ สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดจบของ Luftwaffe

Operation Bodenplatte 

สุดยอด ยุทธเวหา ครั้งใหญ่เหนือแผ่นดินยุโรปในสมรภูมิ สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดจบของ Luftwaffe 



ในวันปีใหม่ 1 มกราคม 1945 กองทัพอากาศเยอรมัน Luftwaffe หวังฉวยโอกาสในช่วงฝ่ายสัมพันธมิตร อาจเหนื่อยล้าหลังฉลองวันปีใหม่ โดยการโจมตีพร้อมกันครั้งใหญ่ ด้วยเครื่องบินรบของเยอรมันทั้งหมดที่รวบรวมได้ มากกว่า 800 ลำ โดยมีเป้าหมาย โจมตีสนามบินพันธมิตร 17 แห่ง ในฮอลแลนด์, เบลเยี่ยมและฝรั่งเศส และเครื่องบินที่จอดบนพื้นให้มากที่สุด

เริ่มแรกของปฎิบัตการณ์ก็พลาดแล้ว เพื่อให้เป็นความลับสูงสุด หน่วยป้องกันภัยทางอากาศของเยอรมันจึงไม่ได้รับแจ้งเรื่องฝูงบินขนาดมหึมากำลังจะบินผ่าน เมื่อเริ่มปฎิบัติการ ด้วยฝูงบินที่มากมายเต็มท้องฟ้า กองกำลังต่อต้านอากาศยานของเยอรมันนึกว่ากองทัพอากาศที่มีจำนวนมากนี้เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร จึงเปิดฉากยิงถล่มเต็มกำลัง




ยังไปได้ไม่ถึงไหน Luftwaffe ก็เสียเครื่องบินไป 1 ใน 4 ของที่มีทั้งหมด ราว200 ลำ โดยการยิงของฝ่ายเดียวกัน แต่กระนั้นก็ยังเปิดปฎิบัติการตามแผนเดิมและเปิดฉากเข้าโจมตี สนามบินต่างๆ มีการต่อสู้กันครั้งใหญ่ เหนือท้องฟ้า ยุโรป

หลังสินสุดการต่อสู้
Luftwaffe เสียเครื่องบินไปกว่า 300 ลำ
กองกำลังพันธมิตร เสียเครื่องบินรบเครื่องบินทิ้งระบิดและอื่นๆมากมาย ถูกทำลาย 350 ลำ ได้รับความเสียหาย 190 ลำ


นาฬิกาทหารสวยๆ 390บาท สนใจคลิ๊กรูปหรือลิ๊งได้เลยคับ  https://goo.gl/DNifLi

ถึง Luftwaffe จะทำได้ตามเป้าหมาย แต่ก็เหมือนทำลายตัวเอง การโจมตีครั้งนี้กลับเป็นจุดจบของ Luftwaffe ตลอดกาล เมื่อทางเยอรมันไม่สามารถหานักบินที่มีฝีมือกลับเข้ามาทดแทนได้อีกหรือเครื่องบินที่สูญเสียไปที่จัดหามาทดแทนไม่ได้มากพอ

ส่วน ความสูญเสียของกองทัพอากาศสัมพันธมิตรถูกแทนที่ภายในหนึ่งสัปดาห์



วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

เรื่องราวของสหภาพโซเวียตอดีตประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก


สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต นิยมเรียกสั้นว่า สหภาพโซเวียต เคยเป็นประเทศขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของทวีปยูเรเชีย ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922)


เหล่าผู้นำในการ ปฎิวิติ


การก่อตั้งสหภาพโซเวียต
สหภาพโซเวียตถูกก่อตั้งมาจากการยึดอำนาจของพรรคบอลเชวิก โดยยึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นำโดย วลาดิมีร์ เลนิน เรียกการปฏิวัติครั้งนั้นว่าการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2460 ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติครั้งนั้นส่งผลให้ รัฐบาลของกษัตริย์ถูกยกเลิก ระบอบการปกครองโดยกษัตริย์ถูกยกเลิก ก่อเกิดรัฐสังคมนิยมขึ้นมาแทน และเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ราชวงศ์โรมานอฟในเวลาต่อมา ผลอื่นๆคือ กิจการธนาคารและโรงงานทั้งหมดถูกโอนเป็นของรัฐ และบัญชีส่วนบุคคลทั้งหมดถูกโอนให้แก่รัฐ และสหภาพโซเวียตถอนตัวออกจากสงครามโลกครั้งที่ 1

การก่อตัวของสหภาพโซเวียตเกิดขึ้นเมื่อการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ถึงจุดสูงสุด โค่นล้มการปกครองของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 สหภาพโซเวียตเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ประเทศแรกของโลก โดยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของกลุ่มบอลเชวิค (ต่อมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต) เมื่อปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) องค์กรทางการเมืองที่ปกครองประเทศมีพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายต่าง ๆ รวมทั้งนโยบายต่างประเทศ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพแดงได้ทำลายกองทัพนาซีจนย่อยยับ และยึดครองกรุงเบอร์ลินได้แล้ว สหภาพโซเวียตได้ทำการก่อตั้งรัฐสังคมนิยมในประเทศที่โซเวียตยึดครองจากฝ่ายนาซีในแนวรบด้านตะวันออก จนเกิดเป็นโลกตะวันออกซึ่งเป็นหนึ่งขั้วมหาอำนาจในช่วงสงครามเย็น

ภาพธงต่างๆของนาซีถูกนำมาเดินสวนสนามที่กรุงมอสโควเพื่อประกาศชัยชนะเหนือนาซีเยอรมัน

เขตแดนของสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงเสมอ ก่อนการล่มสลายมีเขตแดนอยู่ในแนวใกล้เคียงกับปลายยุคจักรวรรดิรัสเซีย ไม่รวมประเทศโปแลนด์ ฟินแลนด์ และรัฐอะแลสกา โดยมีอาณาเขตติดต่อกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์ โปแลนด์ ฮังการี บัลแกเรีย โรมาเนีย เชโกสโลวาเกีย ตุรกี อิหร่าน อัฟกานิสถาน จีน มองโกเลีย และเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังมีพรมแดนทางทะเลใกล้กับรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกาด้วย


ยุคสตาลิน (ค.ศ. 1922-1953)
นับตั้งแต่สตาลินได้ถูกแต่งตั้งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1922 สตาลินได้ดำเนินนโยบายแบบรวมอำนาจ แข็งกร้าว และรุนแรง เขาได้ริเริ่มแผนปฏิรูป 5 ปี เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม แผนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารและเศรษฐกิจ โดยเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก นโยบายดังกล่าวได้ทำให้เกิดการก่อตั้งนารวม (Collective farm) ขึ้น ส่งผลให้ชาวนาผู้ถือครองที่ดินอยู่ก่อนเกิดความไม่พอใจ สตาลินจึงสร้างค่ายกักกัน (Gulak) ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ในการคุมขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขา ตลอดการปกครองของสตาลินมีผู้คาดการณ์ว่ามีนักโทษเสียชีวิตในค่ายกักกันถึง 60 ล้านคน สตาลินได้ทำการกวาดล้างผู้ต่อต้านครั้งใหญ่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1930 ซึ่งบุคคลเหล่านั้นรวมถึงสมาชิกพรรคบอลเชวิคหลายๆคนซึ่งเคยร่วมกับเลนินในการทำการปฏิวัติรัสเซียปี ค.ศ. 1917 ด้วย
ในปี ค.ศ. 1932 สหภาพโซเวียตได้มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อลดอาวุธ ณ กรุงเวียนนา ในปีถัดมาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ
ในปลายทศวรรษที่ 1930 สหภาพโซเวียตได้ทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกับนาซีเยอรมนีและในปีเดียวกันความล้มเหลวในการเจรจาให้ฟินแลนด์เลื่อนเขตแดนให้ห่างจากเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก (เลนินกราดในสมัยนั้น) ออกไปอีก 25 กิโลเมตร ทำให้สหภาพโซเวียตได้ใช้กำลังบุกฟินแลนด์ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของสหภาพโซเวียต

ภาพยุธการบาบารอสซ่า เยอรมันบุกโซเวียต 

แม้ว่าสหภาพโซเวียตและนาซีเยอรมนีจะได้ทำข้อตกลงไม่รุกราน แต่นาซีเยอรมนีได้ละเมิดข้อตกลงและรุกรานสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 แม้ว่ากองทัพของสหภาพโซเวียตจะมียุทโธปรณ์ที่ทันสมัยซึ่งเป็นผลมาจากแผนปฏิรูป 5 ปี แต่กองทัพแดง ขาดผู้นำทางการทหารซึ่งเป็นผลมาจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสตาลิน ทำให้กองทัพแดงขาดบุคลากรไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ในช่วงแรกของสงครามสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้มาโดยตลอด แต่เมื่อกำลังเสริมจากไซบีเรียมาถึงสงครามจึงเปลี่ยนไป ฝ่ายเยอรมนีประสบกับความพ่ายแพ้มาตลอดจนเสียกรุงเบอร์ลินให้แก่สหภาพโซเวียต และสิ้นสุดสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1945 อย่างไรก็ตาม สงครามดังกล่าวส่งผลให้ชาวรัสเซียเสียชีวิตไปกว่า 10 ล้านคน บ้านเรือน ไร่ นาเสียหายอย่างใหญ่หลวง เมื่อสิ้นสุดสงครามสหภาพโซเวียตได้สถาปนาการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นในรัฐต่างๆที่ถูกปลดแอกจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น โปแลนด์ โรมาเนีย เป็นต้น

ธง victory ประกาศชัยชนะ 1945  สนใจคลิ๊กลิ๊ง https://goo.gl/894hSR

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตได้ซ่อมแซมบ้านเมืองที่เสียหายจากสงคราม ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแผ่ขยายอำนาจและก่อตั้งรัฐบริวารในยุโรบตะวันออก ต่อมาได้ก่อตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Comecon) ในปีค.ศ. 1949 และสถาปนาสนธิสัญญาวอร์ซอในปี ค.ศ. 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นการเริ่มตันของสงครามเย็นอย่างแท้จริง ซึ่งเปลี่ยนประเทศพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา ให้กลายเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียต






ยุคครุสชอฟ (ค.ศ. 1953-1964)
สตาลิน ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 โดยไม่มีการแต่งตั้งทายาททางการเมือง นิกิตา ครุสชอฟ ได้รับเลือกตั้งขึ้นเป็นเลขานุการคนที่ 1 ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต (Communist Party of the Soviet Union) ซึ่งเปรียบเสมือนตำแหน่งผู้นำของประเทศ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1956 เขาก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการด้วยการประณามความเลวร้ายของสตาลิน ผู้ทำการปฏิวัติระบบนารวม (Commune) ให้ทรัพย์สินของทุกคนเป็นของส่วนรวม และนำสหภาพโซเวียตทำ สงครามเย็น กับสหรัฐอเมริกา
ในช่วงปลายของ ค.ศ. 1950 เกิดการแตกแยกระหว่างจีนกับโซเวียต ในเรื่องของอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ เนื่องจากจีน โดย เหมา เจ๋อตง ไม่เห็นด้วยกับการยอมรับระบบทุนของโซเวียต และเห็นว่าควรรักษาแนวคิดระบบนารวมเอาไว้ การแตกแยกครั้งนี้ส่งผลให้ แอลบาเนีย กัมพูชา และ โซมาเลีย เลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับจีนแทนโซเวียต
ในช่วงเวลานี้ของสหภาพโซเวียตดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหาประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเปิดตัวดาวเทียมเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก 1 ส่งสุนัขไลก้าขึ้นสู่อวกาศ มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นสู่อวกาศคือ ยูริ กาการิน ในปี ค.ศ. 1963 ส่งผู้หญิงคนแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศคือ วาเลนตีนา เตเรชโควา ในปี ค.ศ.1965 ส่ง อเล็กซี ลีโอนอฟ มนุษย์คนแรกที่เดินในอวกาศ รวมทั้งส่งโรเวอร์คันแรกไปยังดวงจันทร์ ได้แก่ Lunokhod 1 และ Lunokhod 2
แม้ครุสชอฟจะดำเนินนโยบายเน้นสันติภาพ และพยายามผ่อนคลายสงครามเย็น แต่เขาก็ดำเนินนโยบายทางการเมืองผิดพลาดหลายครั้ง อาทิ วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ในปี ค.ศ. 1962 ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้เขายังส่งทหารเข้าไปยังโปแลนด์และฮังการีเพื่อสนับสนุนการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ในที่สุดเขาก็ถูกยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1964



ยุคเบรจเนฟ (ค.ศ. 1964-1982) ในเดือน ตุลาคม ปี ค.ศ. 1964 คณะกรรมาธิการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ (Committee for State Security หรือ KGB) นำโดย เลโอนิด เบรจเนฟ และ โคชิกิน ได้เข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจจากครุสชอฟ โดยครุสชอฟถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง
เบรจเนฟ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี โดยมีนายโคซิกิน เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเรียกยุคนี้ว่าสมัยผู้นำร่วม เบรจเนฟ-โคชิกิน การดำเนินนโยบายต่างประเทศมีลักษณะผ่อนคลาย มีการดำเนินการเจรจาการจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 (SALT I,SALT II) ในปี ค.ศ.1972และ ค.ศ.1979 ตามลำดับ มีการดำเนินการเจรจาเพื่อความร่วมมือกันในยุโรปที่กรุงเฮลซิงกิ ในปี ค.ศ. 1975 มีการประกาศใช้ หลักการของเบรจเนฟ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.1968 เพื่อยืนยันสิทธิและพันธกิจของสหภาพโซเวียต ในการพิทักษ์ความปลอดภัยแก่ลัทธิสังคมนิยม
ขายธงชาติโซเวียตสนใจคลิ๊กลิ๊ง https://goo.gl/2eSvs8

ในด้านการบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์ เบรจเนฟได้ตั้งกฎการเปลี่ยนตัวบุคคลจากภายในโปลิตบูโรขึ้นมาใหม่โดยการจัดให้มีการเปลี่ยนบุคคลต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านสมัชชา แต่ผ่านแค่คณะกรรมการกลางพรรคเท่านั้น ซึ่งตามธรรมนูญของพรรคแล้วถือว่าสมัชชาพรรคเป็นองค์กรสูงสุดของพรรค ที่สามารถดำเนินเป็นอิสระจากฝ่ายผู้นำได้ ที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตประกอบด้วยสมาชิกถาวรทั้ง 14 คน กับสมาชิกสมทบทั้ง 10 คนของโปลิตบูโร
เบรจเนฟ ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ด้วยความสงบ โดยมี แอนโดรปอฟ ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ใน วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ยูริ วี แอนโดรปอฟ นั่งในตำแหน่งเลขาธิการพรรคได้ไม่นานก็ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 กอนสตันติน ยู เชอร์เนนโก (Constantine U. Chernenko) ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 และเพียงหนึ่งปีก็ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1985

ยุคกอร์บาชอฟ และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1985-1991)

เมื่อ มิคาอิล กอร์บาชอฟได้ขึ้นครองอำนาจเขาได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจในสหภาพโซเวียตที่เรียกว่าแผน "เปเรสตรอยกา" (Perestroika) ที่ให้อิสรเสรีแก่ประชาชนมากขึ้น เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่มีผู้นำโซเวียตคนใดทำมาก่อน นอกจากนี้ เขาได้ดำเนินโยบายถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน ในปีค.ศ. 1988 การปฏิรูปของกอร์บาชอฟได้ส่งผลให้เกิดกฎหมาย Law on Cooperatives Law on Cooperatives ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สมัยเลนิน กฎหมายนี้ได้อนุญาตให้ประชาชนมีทรัพย์สินส่วนบุคคล และดำเนินกิจการเอกชนได้ ซึ่งขัดต่อลัทธิมาร์กซ์อย่างสิ้นเชิง
ต่อมา ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 ที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีมติเห็นชอบยกเลิกการรวมอำนาจไว้ที่พรรคคอมมิวนิสต์ นั่นหมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์ได้กระจายอำนาจสู่ประชาชนและทำให้เกิดการเลือกตั้ง ส่งผลให้อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา รัฐจำนวน 15 รัฐของสหภาพโซเวียตได้รับรองกฎหมายเลือกตั้งทั่วไป และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียในปี ค.ศ. 1991 คือ บอริส เยลซิน ได้คะแนนสูงสุดถึง 57.3% (มีการเลือกตั้งในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1991) เนื่องจากกอร์บาชอฟมีความพยายามที่จะลดความเป็นศูนย์กลางอำนาจของสหภาพโซเวียตสหภาพโซเวียตตึงได้มีแผนจะผ่านสนธิสัญญา New Union Treaty ซึ่งจะมาแทน สนธิสัญญาการก่อตั้งสหภาพโซเวียต ปี ค.ศ. 1922 ซึ่งมีแผนจะลงนามในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1991 มีเนื้อหาแปลงสหภาพโซเวียตให้เป็นสหพันธรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำของรัฐนั้น ๆ
การปฏิรูปของกอร์บาชอฟส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกซ้ายจัดของพรรคคอมมิวนิสต์ และเกิดเป็นความพยายามที่จะยึดอำนาจการบริหารจากกอร์บาชอฟ เรียกการรัฐประหารครั้งนั้นว่า การรัฐประหารเดือนสิงหาคม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากเกิดการต่อต้านจากประชาชนส่วนมากในประเทศและเยลต์ซินสามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ ผลคือ คณะรัฐประหารถูกจับกุมและถูกสังหาร สนธิสัญญาถูกเห็นชอบ หลังจากผ่านสนธิสัญญารัฐย่อยต่างๆของสหภาพโซเวียตซึ่งมีความพยายามจะแยกตัวมากก่อนหน้านี้แล้ว ได้มีการลงประชามติเห็นชอบการแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต รัฐย่อยต่างๆจึงได้แยกตัวจากสหภาพโซเวียตอย่างสมบูรณ์ ท้ายสุดในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 กอร์บาชอฟได้เห็นชอบโอนอำนาจการบริหารทั้งหมดจากประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต ให้กับ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และในคืนวันนั้นธงชาติสหภาพโซเวียตได้ถูกเชิญลงจากยอดเสาที่เครมลิน อันเป็นการสิ้นสุดสหภาพโซเวียตอย่างสมบูรณ์

ประเทศที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียต
สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายเมื่อปี ค.ศ. 1991 ทำให้สาธารณรัฐต่าง ๆ แบ่งแยกตั้งเป็นประเทศทั้งหมด 15 ประเทศ หลังจากการแยกตัวออกมาปกครองอย่างเอกเทศแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือรัฐเอกราช Commonwealth of Independent States (CIS) ยกเว้น เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย
1. ประเทศเอสโตเนีย
2. ประเทศลัตเวีย
3. ประเทศลิทัวเนีย
4. ประเทศเบลารุส
5. ประเทศยูเครน
6. ประเทศรัสเซีย
8. ประเทศอาร์เมเนีย
9. ประเทศอาเซอร์ไบจาน
10. ประเทศคาซัคสถาน
11. ประเทศคีร์กีซสถาน
12. ประเทศมอลโดวา
13. ประเทศทาจิกิสถาน
14. ประเทศเติร์กเมนิสถาน
15. ประเทศอุซเบกิสถาน
16. ประเทศจอร์เจีย

ขายเสื้อยิดลายโซเวียตสนใจคลิ๊กลิ๊ง  https://goo.gl/xsB8Yg

สารคดียุคครุซอฟ




มีเกร็ดของโซเวียดให้อ่านต่อสำหรับ ท่านทียังไม่จุใจ
ตัวปลอมสตาลิน ใช้ออกงานสำคัญอื้อ (รูปบนซ้ายตัวปลอม ขวาตัวจริง)


หนังสือพิมพ์รัสเซียชื่อ คอมโซโมลสกาย่า ปราฟด้า ได้พบกับตัวปลอมของสตาลินที่ยังคงมีชีวิตอยู่ และไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวของเขากับคนภายนอกแต่อย่างใดตลอดช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา
เขาชื่อ เฟลิกซ์ ดาดาเยฟ และก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะเขาเป็นถึงศิลปินแห่งชาติแห่งสหภาพโซเวียต สำหรับหน้าที่การงานพิเศษที่แสนอันตรายของเขานั้น เขาไม่เคยบอกเล่าให้ใครฟัง ไม่ว่าจะเป็นญาติๆ ศรีภรรยาหรือว่าลูกหลาน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของตนเอง

เรื่องราวของเขาถูกเก็บเป็นความลับจนถึงปี 1996 โดยมีเพียงแค่เจ้าหน้าที่สายลับไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้และหลังปี 1996 เอกสารเกี่ยวกับเรื่องของเขาถูกถอดออกจากชั้นความลับ และในเบื้องต้น เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเอกสารไปพบกับเรื่องนี้เข้าก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าศิลปินแห่งชาติของประเทศ จะเคยเป็นตัวปลอมของสตาลิน

หลังจากที่เรื่องราวของเขาถูกถอดออกจากชั้นความลับ เขาก็ยังไม่เคยคิดที่จะนำเรื่องนี้ออกบอกกล่าวให้คนภายนอกรับรู้ ก่อนหน้านี้เขาเคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของตนเองออกมาเล่มหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เขาบอกว่า การระมัดระวังตัวคงได้ซึมลงสู่สายเลือดของเขาไปเสียแล้ว

การที่หนังสือพิมพ์ คอมโซโมลสกาย่า ปราฟด้า ได้สัมภาษณ์เขาเป็นคนแรก ก็เป็นเรื่องของความมีโชค เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ทางหนังสือพิมพ์ได้จัดงานมอบเหรียญตราในงานที่มีการรวมตัวของอดีตทหารจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีแหล่งข่าวคนหนึ่งมากระซิบกับผู้สื่อข่าวว่า ดาดาเยฟ คือตัวปลอมของสตาลิน และหลังการเกลี้ยกล่อมกันอยู่นาน ดาดาเยฟ ก็ยอมเปิดเผยรายละเอียด

ดาดาเยฟ บอกว่า แต่เดิม เขาชื่อว่า กาซิ แต่มาเปลี่ยนเป็นเฟลิกซ์ช่วงสงครามโลกเพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้บัญชาการที่ตายในอ้อนแขนของเขา เขาเกิดเมื่อปี 1926 ที่ดาเกซสถาน(ทางใต้ของรัสเซีย ) ตั้งแต่เล็กก็ทำงานด้านการเลี้ยงสัตว์ โดยที่พ่อมีอาชีพหลักอีกอย่างคือการทำเครื่องประดับต่างๆ แต่มีความสนใจด้านการเต้นรำพื้นเมือง ต่อมาเขาได้ไปเรียนการเต้นรำเพิ่มเติมที่เชชเนีย เมื่อครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ยูเครน ก็ได้เข้าร่วมคณะเต้นรำประจำรัฐของยูเครน เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้นำคณะเต้นรำไปกล่อมขวัญทหารในแนวหน้า และยามว่างจากการแสดง ก็จับปืนไปยิงกับข้าศึกด้วยจนได้รับเหรียญกล้าหาญมาแล้ว

ปี 1942 เขาได้รับบาดเจ็บ และถูกส่งตัวมาโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นไม่ทราบ มีการขนศพ 7 ศพขึ้นเครื่องบินกลับมาฝังหลังแนวรบ แต่ปรากฏว่า 2 ศพในจำนวนนั้นยังไม่ตาย โดยหนึ่งในนั้นก็คือเขานั่นเอง ขณะที่เอกสารระบุว่าเขาตายแล้ว และตลอดช่วงของสงคราม ญาติพี่น้องของเขาก็เชื่อว่าเขาตายแล้ว (ว่ากันว่างานนี้เป็นการเตรียมการของฝ่ายข่าวกรอง )

ในปี 1943 เจ้าหน้าที่สายลับมาพบกับเขาที่แนวหน้า และพาเขาเข้ากรุงมอสโก หลังจากที่เลี้ยงดูจนอิ่มหมีพีมันแล้วก็แจ้งให้ทราบว่า ต้องการให้เขาทำหน้าที่เป็นตัวปลอมของสตาลิน เพราะใครก็ตามที่พบเห็นเขา ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า เขามีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสตาลินมาก จนคนแถวบ้านสมัยเป็นเด็กเรียกเขาว่า โซโซ อย่างเช่นที่เรียกสตาลิน

ในการเตรียมการเป็นตัวปลอมของสตาลิน เขาต้องเพิ่มน้ำหนักตัวอีก 11 กิโลกรัม งานนี้เขาได้ใส่เสื้อผ้าของจริงของสตาลินด้วย หลังจากที่ในตอนแรกมีการตัดเสื้อผ้าเป็นพิเศษให้เหมือนของสตาลิน เขาบอกว่าตอนแรกทหารหนุ่ม ก็ยังไม่ค่อยเหมือนสตาลินที่ตอนนั้นอายุปาเข้าไป 60 ปีแต่ในที่สุดก็เหมือนไปเอง เพราะเขาต้องเจอกับแรงกดดันต่างๆมากมายจากเรื่องนี้จนทำให้ดูแก่กว่าอายุ ตอนแรก ทางการส่งช่างแต่งหน้ามาแต่งหน้าให้เขาดูเหมือนสตาลิน แต่ช่างไม่สามารถมาดูแลเขาได้ทุกวัน เขาก็เลยหัดแต่งหน้าเอง รวมทั้งหัดออกเสียงพูดให้เหมือนสตาลิน ด้วย

การเตรียมตัวและการฝึกเป็นสตาลินของเขาใช้เวลานานหลายเดือน ในช่วงเดียวกับที่ทางการให้คำแนะนำว่าเขาควรใช้ชีวิตปกติอย่างไร เช่นการห้ามพูดคุยกับญาติๆ

ดาดาเยฟ บอกว่า ภาพสตาลินหลายภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือประวัติศาสตร์ ภาพสตาลินที่จตุรัสแดง และในงานสำคัญๆอื่นๆหลายภาพ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่สตาลิน แต่เป็นภาพของเขาเอง เขาบอกว่า หลังจากที่แปลงร่างแล้ว เขาเหมือนสตาลินเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเขาสูง 170 เซ็นติเมตร ซึ่งเตี้ยกว่าสตาลินแค่ 2 เซ็นติเมตร เสียงก็เหมือน จมูกก็เหมือน ที่ต่างกันอยู่บ้างก็คือหู แต่ก็มีการตกแต่งแก้ไขจนคล้ายกันไปในที่สุด

เขาบอกว่า สตาลินเป็นคนให้คะแนนความเหมือนด้วยตัวเอง เพราะเขาเคยพบกับสตาลินครั้งหนึ่ง และครั้งเดียวในชีวิต การพบกันที่บ้านพักของสตาลินครั้งนั้นกินเวลาแค่ไม่ถึง 5 นาที และสตาลินก็แค่ยิ้ม และพูดชมเขาแค่ 2 คำ ส่วนเขานั้นจำรายละเอียดอะไรไม่ได้ เพราะความกลัว และตื่นเต้น

ดาดาเยฟ บอกว่า จริงๆแล้ว สตาลินมีตัวปลอมถึง 4 ตัว


ขอบคุณเครดิต http://nhitiwat.blogspot.com/2013/09/blog-post_1804.html
ขอบคุณเครดิค  https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95
ขอบคุณเครดิตภาพจาก google


                                        ขายหมวก ushanka นำเข้าจากรัสเซียสนใจคลิ๊กลิ๊ง https://goo.gl/3McQT8